ตามหาไนติงเกลฟลอร์ที่ปราสาทคุมาโมโตะ
posted on 09 Jan 2012 12:11 by --zai-- in MyRoomถ้าใครเคยอ่าน Tales of the Otori ของลิอัน เฮิร์น คงจะเก็ทมุขที่เราจั่วหัวไว้ข้างบน แต่ถ้าใครที่ไม่เคยอ่านก็ให้ลองนึกภาพหนัง The Last samuri ค่ะ บางฉากในหนังมาถ่ายทำที่นี่ กับที่สวนซุยเซ็นจิที่เราจะไปวันนี้เหมือนกัน
จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจที่ฮอลลีวูดเลือกที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะปราสาทคุมาโมโตะนั้นนับเป็น 1ใน3 ปราสาทที่ว่ากันว่างดงามที่สุดในญี่ปุ่น นอกเหนือจากปราสาทฮิเมจิและปราสาทมัตสึโมโตค่ะ
(เอ...หลายปีก่อนเคยได้ไปปราสาทมัตสึโมโตมาแล้ว ถ้างั้นก็ต้องไปปราสาทฮิเมจิอีกที่สินะ จะได้เก็บให้ครบทั้งสามปราสาท อิ อิ)
ความจริงเราเคยมาปราสาทคุมาโมโตะตั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นเดือนพ.ย. แต่จริงๆจุดประสงค์ของทริปนั้นคือมาดูงานนิทรรศการอิมเพรสชั่นนิสม์ ซึ่งจัดที่หอศิลป์คุมาโมโตะ ใกล้ๆปราสาท ก็เลยเดินเที่ยวปราสาทนิดหน่อยเป็นของแถม แต่เนื่องจากว่าวันนั้นฝนตกตลอดทั้งทริป เลยแทบไม่ได้ถ่ายรูปเป็นเรื่องเป็นราว พอดีกับเมื่อปลายเดือนธ.ค.มีเพื่อนมาหา เลยได้โอกาสไปซ่อมทริปคุมาโมโตะสมใจ
ครั้งก่อนเรามาโดยรสบัสจากฟุกุโอกะ ค่ารถไปกลับ 3,800 เยน แต่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่คราวนี้เนื่องจากเราวางแผนเที่ยวกับเพื่อนไว้หลายเมืองในคิวชู ก็เลยซื้อคิวชูเรลพาส 3 วัน 7,000 เยนแทน เราสามารถใช้บัตรนี้ขึ้นรถไฟของ JR ในโซนเหนือของเกาะคิวชูได้ทุกสาย รวมทั้งขึ้นชินกังเซ็นได้ด้วย แต่อาจจะมีขบวนพิเศษบางขบวนที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ถึงยังไงก็ยังคุ้มมากๆ แถมยังเวลาในการเดินทางได้เยอะด้วย หน้าตาบัตรเป็นแบบนี้

จากฟุกุโอกะ เราขึ้นชินกังเซ็นชื่อสึบาเมะไปคุมาโมโตะกัน

สึบาเมะเป็นชิงกังเซ็นแบบหวานเย็น คือเป็นแบบที่ช้าที่สุดในบรรดาชินกังเซ็นทั้งหมด จอดทุกสถานีค่ะ แต่ถึงยังงั้นก็ยังใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเอง
ในสึบาเมะ หน้าตาเหมือนอยู่บนเครื่องบิน แต่การตกแต่งหลายๆจุดใช้ไม้ดูสวยแบบอบอุ่นดี


เปิดตรงเท้าแขนเอาโต๊ะออกมาวางของได้ แบบนี้...

ถึงสถานีคุมาโมโตะแล้ว (อันนี้เป็นโซนชินกังเซ็นนะคะ)

อีกมุม


จากโซนชินกังเซ็น เราเดินต่อมาอีกหน่อยเพื่อมาขึ้นรถรางซึ่งอยู่ตรงหน้าอาคารสถานีโซน Local line ทางเชื่อมมีประดับตกแต่งเล็กๆน้อยๆสร้างสีสันระหว่างเดิน


หน้าสถานีโซนLocal line

เราขึ้นรถรางสาย A เพื่อเข้าเมืองไปเที่ยวปราสาทคุมาโมโตะกัน

เรื่องตลกคือ ตอนที่เรากับเพื่อนไปยืนอยู่หน้าป้ายรถรางแล้วดูตารางกับเส้นทางเดินรถพร้อมกับวางแผนเที่ยวกันไปด้วย คุณลุงคนขับคงมองลงมาเห็นสองสาวยืนปักหลักอยู่หน้าป้ายนานเกินเหตุ เลยเดินลงมาถามว่าจะไปไหนกัน พอรู้ว่าเราจะไปปราสาทคุมาโมโตะก็บอกว่าขึ้นคันนี้ได้เลย คือ...จริงๆหนูจะรอขึ้นคันอื่น เพราะคันนี้หน้าตามันดูเก่าๆอ้ะค่ะลุง...
แต่ก็นะ ลุงมาเรียกขนาดนี้แล้ว ไม่ขึ้นก็ใช่ที่ เลยขึ้นรถรางกันไปแบบขำๆ
แต่ก็นะ ลุงมาเรียกขนาดนี้แล้ว ไม่ขึ้นก็ใช่ที่ เลยขึ้นรถรางกันไปแบบขำๆจากหน้าสถานี นั่งไปสักสิบกว่านาทีก็ถึงปราสาท แต่เผอิญระหว่างทางเจอศาลเจ้าอินาริ พวกเราเลยแวะเข้าไปเก็บภาพกันนิดหน่อย

บ่อน้ำล้างมือของที่นี่ทำเป็นรูปจิ้งจอก (ศาลเจ้าอินาริคือศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองการเกษตรและการเก็บเกี่ยว มีจิ้งจอกเป็นสัญลักษณ์ค่ะ)

ที่แปลกปนอึ้งคือมีตู้อัตโนมัติขายเครื่องรางด้วย!!! คือ...ถึงจะรู้ว่าญี่ปุ่นนี่มีตู้อัตโนมัติสำหรับขายของล้านแปดอย่าง แต่พอมาขายเครื่องรางแล้วมันดูไม่ขลังยังไงก็ไม่รู้แฮะ

ออกจากศาลเจ้าอินาริแล้วเดินต่อมาอีกหน่อยก็จะเจอทางขึ้นปราสาท

ไต่บันไดขึ้นไปหนึ่งหอบก็จะเจอลานหน้าปราสาทพอดี

หันทางซ้ายเจอร้านน้ำชา

หันไปทางขวาเจอปราสาท

วกเราเลยเข้าไปนั่งพักที่ร้านน้ำชาก่อน ภายในร้านมีที่นั่งพักฟรี มีตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ หรือจะสั่งขนมและน้ำชาของร้านก็ได้

พักกันพอหายเหนื่อยแล้วก็เดินเข้าปราสาทกัน เดินผ่านคุณยาม พอเห็นเรายกกล้องปุ๊บ ยิ้มให้กล้องปั๊บ รู้งานจริงๆ

ภายในปราสาทจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของปราสาท แอบมึนเล็กน้อยว่าของที่จัดแสดง บางอย่างก็ถ่ายรูปได้ บางอย่างก็มีป้ายห้ามถ่าย ความที่ลักปิดลักเปิดแบบนี้ บางอันเรากดชัตเตอร์ไปแล้วถึงเพิ่งเห็นป้ายห้ามถ่ายก็มี แง้...หนูไม่ได้ตั้งใจ
โมเดลปราสาท 1:10

ผังบริเวาณโดยรอบปราสาท(ช่วงที่ทำการบูรณะ)

แต่ความฝันจะตามหาไนติงเกลฟลอร์ของเราเป็นอันสลายสิ้น เพราะปราสาทคุมาโมโตะเคยถูกไฟไหม้จนต้องบูรณะครั้งใหญ่เมื่อราวๆสี่สิบกว่าปีก่อน พื้นทั้งหมดเลยกลายเป็นพื้นหินไปซะแล้ว โธ่...
ชั้นบนสุดของปราสาทเป็นจุดชมวิว มองตัวเมืองคุมาโมโตะจากมุมสูงกัน

ถ่ายรูปมุมสูงกันพักหนึ่งแล้วก็เดินกลับลงมาที่ลานหน้าปราสาทอีกทีเพื่อจะเข้าปราสาทฮงมารุกัน อืม...จริงๆจะเรียกว่าปราสาทก็ยังงงอยู่ว่าแล้วต่างจากตัวปราสาทคุมาโมโตะยังไง แต่เท่าที่ดูพิ้นที่ใช้สอยภายใน เข้าใจว่าเป็นที่สำหรับรับรองแขกบ้านแขกเมือง ว่าราชการ แต่ตัวปราสาทจะเป็นที่พัก เข้าใจถูกไหมเนี่ย???

ห้องรับรอง ใหญ่มากกก เรียกว่าถ้าเป็นขุนนางชั้นล่างๆถึงจะได้เข้ามาในห้องรับรองก็คงไม่ได้เห็นหน้าท่านโชกุนเพราะไกลเหลือเกิน

สวนด้านหลังห้องรับรอง

ห้องประทับของโชกุน

ห้องว่าราชการ

จริงๆยังมีอีกหลายห้อง แต่บางภาพถ่ายมาแล้วมืดไปหน่อย อย่างห้องครัว หรือไม่ก็หามุมเวิร์คๆถ่ายไม่ได้เช่นห้องชงชาเลยไม่เอาภาพมาลงไว้นะคะ
เดินดูจนครบรอบ จะมาเจอห้องสันทนาการ มีเครื่องคอมตั้งไว้ให้เล่นเกมตอบคำถามเกี่ยวกับปราสาทด้วย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่งเล่นกันแบบจริงจังน่าดู

จากฮงมารุ เราออกจากปราสาทอีกทางหนึ่ง เพื่อจะไปหาข้าวกลางวันกินกันในอาเขตก่อนจะขึ้นรถรางไปเที่ยวต่อที่สวนซุยเซ็นจิ
ด้านหลังของปราสาท

ป้อมสังเกตการณ์บนกำแพงปราสาท

คูรอบปราสาท แต่ตอนนี้ไม่มีน้ำแล้ว

ในอาเขตมีร้านค้ามากพอสมควร แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านขายขนมและของที่ระลึก มีร้านอาหารจริงจังไม่กี่ร้าน พวกเราเดินวนกันหนึ่งรอบ สรุปได้เป็นร้านอาหารกึ่งญี่ปุ่นกึ่งจีนเพราะเมนูเตะตาและราคาโอเค

สั่งทันทันเมนแบบแห้ง หน้าตาเป็นแบบนี้

รสชาติเหมือนกินเส้นราเมนผัดกับน้ำพริกขนมจีน เพียงแต่ไม่หวานเท่า อร่อยใช้ได้เลย
แต่ถึงจะอิ่มราเมนและอากาศก็หนาวราวๆ 6 องศา พวกเราก็ยังซื้อไอติมมากินกันต่อ อันนี้รสวนิลากับมัน(เทศ)หวาน อร่อย(อีกแล้ว)

จากอาเขต พวกเราเดินต่อไปที่ป้ายรถรางเพื่อขึ้นไปสวนซุยเซ็นจิต่อ
ระหว่างทางเจอรูปปั้นของท่านคะโต คิโยมาสะผู้สร้างปราสาทเลยกดมาหนึ่งรูป แต่ไม่ได้เข้าไปถ่ายใกล้ๆ เพราะเวลาชักจะเหลือน้อย ต้องรีบไปขึ้นรถรางแล้ว

ระหว่างทาง เห็นรถรางหน้าตาโบราณผ่านไปด้วย เลยเก็บรูปมาฝากกัน ขบวนนี้มีประดับไฟด้วยนะ ตอนกลางคืนคงแพรวพราวน่าดู แต่บางขบวนก็หน้าตาทันสมัยเปี๊ยบ บางขบวนก็กลางเก่ากลางใหม่ แปลกดีเหมือนกัน

สวนซุยเซ็นจิอยู่ห่างจากปราสาทคุมาโมโตะพอสมควร แถมตอนแรกพวกเรายังหาทางเข้าไม่เจอ(เพราะลงเลยไปป้ายหนึ่ง) เดินงงๆกันแป๊บนึงแล้วก็ตัดสินใจโบกน้องนักเรียนที่ปั่นจักรยานผ่านมา น้องเค้าก็บอกทางให้เป็นอันดี แถมพอตอนพวกเราไปซื้อตั๋ว คนขายตั๋วก็ยังบอกด้วยว่าสวนจะปิดตอนห้าโมงเย็น เพราะตอนที่เราไปถึงนั่นเกือบสี่โมงแล้ว เค้าเลยย้ำให้แน่ใจว่าเราจะซื้อตั๋วจริงหรือเปล่า เป็นความน่ารักอีกอย่างที่ประทับใจ
พอเข้าไปแล้วก็รู้เลยว่าทำไมเค้าถึงถาม เพราะสวนนี้ถึงจะไม่กว้างมาก แต่เดินชั่วโมงเดียวไม่พอแน่ โดยเฉพาะถ้าชอบถ่ายรูปด้วยแล้วจะมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก พวกเราเองก็ต้องทำเวลากันน่าดูเพราะจากที่นี่เราตั้งใจว่าจะขึ้นรถตอไปที่เบปปุเพื่อไปค้างที่นั่นกัน ก็เลยมีรูปมาให้ดูไม่กี่มุมเอง
มุมฮิต ภูเขาจำลองรูปแบบของภูเขาไฟฟูจิ

ใบไม้แดงกับสระน้ำและปลาคาร์ฟที่ดูแล้วน่าจะว่ายติดพุงมากๆเพราะน้ำตื้นนิดเดียวเอง


ศาลเจ้าเล็กๆในสวน

โทริอิแดงกับแดดตอนเย็น

ออกจากสวนแบบตัดใจเพราะใกล้เวลาขึ้นรถมากแล้ว แต่พอเห็นอาคารหน้าตาน่ารักใกล้ๆทางเข้าสวนก็อดเข้าไปเมียงๆมองๆหน่อยไม่ได้

เป็นร้านน้ำชาที่เปิดด้านหน้าให้ชมสวนค่ะ แต่ตอนนี้เย็นแล้ว ไม่มีลูกค้า

ปรากฏว่าเจ้าของร้านเห็นเราเข้าไปถ่ายรูปกันก็เลยเดินมาถามว่าถ่ายรูปให้ไหม จริงๆทั้งเราทั้งเพื่อนเป็นพวกไม่ค่อยถ่ายรูปตัวเอง แต่เห็นเค้าเสนอตัวทั้งทีเลยนั่งให้เค้าถ่ายไปรูปนึง เสร็จสรรพก็รีบเดินออกมาที่ป้ายรถราง แต่...
...ก็ยังไม่ทันอยู่ดีค่ะ พวกเราพลาดรถไฟด่วนขบวนที่ตั้งใจจะไปนั่งเบปปุกัน เที่ยวถัดไปก็ต้องรออีกชั่วโมงกว่า ซึ่งจะไปถึงเบปปุตอนสามทุ่มครึ่ง หรือไม่ก็ขึ้นชินกังเซ็นเที่ยวที่กำลังจะออกในไม่กี่นาทีนี้ซึ่งก็จะไปเปลี่ยนรถที่ฮากาตะ และจะไปถึงเบปปุสามทุ่มกว่าอยู่ดี
ทั้งเรากับเพื่อนมองหน้ากันอยู่อึดใจนึ่ง แล้วก็ตกลงกันว่าขึ้นชินกังเซ็นเที่ยวนี้ไปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
คิดเสร็จปุ๊บพวกเราก็สวมวิญญาณนักวิ่งร้อยเมตร(จริงๆเราว่ามากกว่าร้อยนะ
)วิ่งจากโซน Local line ไปที่โซนชินกังเซ็น เรียกว่าเดินเข้าขบวนรถได้ วางกระเป๋าปุ๊บ รถก็ออกตัวพอดี 
)วิ่งจากโซน Local line ไปที่โซนชินกังเซ็น เรียกว่าเดินเข้าขบวนรถได้ วางกระเป๋าปุ๊บ รถก็ออกตัวพอดี 
(แต่เรายังแอบเห็นว่าตอนที่วิ่งผ่านเจ้าหน้าที่สถานีตรงโซนชินกังเซ็น เจ้าหน้าที่เค้ามองเรากับเพื่อนวิ่งหน้าตั้งแล้วแอบยิ้มด้วยอ้ะ ท่าทางขำๆเห็นนักท่องเที่ยววิ่งแบบนี้จนชิน เรามานึกภาพตัวเองตอนนั้นยังขำเลย ฮา...)
ระหว่างอยู่บนชินกังเซ็น เรากับเพื่อนคุยกันแล้วตกลงตัดทริปเบปปุออก กลับมานอนหอเราแทนแบบขำๆตัวเองว่าอุตส่าห์แบกกระเป๋าเสื้อผ้า โน้ตบุ้ค การบ้าน ติดไปด้วย สุดท้ายต้องแบกทุกอย่างกลับมานอนหอเหมือนเดิม เอิ๊กๆๆ
นี่ดีนะว่าเราฝากเป้ไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานี เลยเที่ยวกันตัวปลิว ถ้าแบกเป้ใบเบ้อเร่อไปเที่ยวกันทั้งวันแล้วต้องแบกกลับมานอนที่หอคงเซ็งน่าดู
ขอบคุณตู้ล็อกเกอร์สถานีคุมาโมโตะมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ฮา..
